วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

清水祖師 ตัน ผ่อ เจ่ว ,พระหมอ

                                         พระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง เดิมชื่อ ผูชวี (ตัน ผ่อ เจ่ว) เป็นคนตระกูล ( 陈 ) แซ่เฉิน( แซ่ตัน ) ท่านถือกำเนิดที่เชิงเขากู่ซาน หมู่บ้านเสี่ยวก้อ ตำบลหยงชุน คืออำเภอหยงชุน จังหวัดเฉวียนโจว มณฑลฝูเจี้ยน เมื่อวันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๑ ตามปฏิทินจีน แต่ปี พ.ศ. กำเนิดต่างมีความคิดเห็นแตกต่างกัน คือ พ.ศ. ๑๕๕๔ - พ.ศ.๑๕๘๗ และ พ.ศ. ๑๕๙๐ แต่ในที่นี้ใช้ พ.ศ. ๑๕๘๗ เป็นหลัก (ตามที่นายจี้หยวน นักวิจัยมหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงชี ไทเป ไต้หวัน ซึ่งเขาได้อ้างอิงจากบทความของ หลิน ซีสุ้ย จากวารสารภาคผนวกของวารสารอายุ่ย พิมพ์ที่ไทเปโดย( สมาคมอันซีแห่งไทเปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ ) ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ซ่งเหรินจง ( จ้าวเจิน ) ใช้ปีรัชกาลว่าชิงหลี่ เป็นปีที่ ๗ แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๕๖๖ – ๑๖๐๖ มีเมืองไคฟงเป็นเมืองหลวง นามบิดามารดามิได้ปรากฏ จากตำนานกล่าวว่า ท่านผูชวีได้ช่วยบิดามารดาเลี้ยงแพะแถบเชิงเขากู่ซาน แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านแตกต่างจากชาวจีนฮั่นทั่วไปก็คือ ท่านมีผิวดำ ตัวดำ หน้าดำ จมูกโด่งและงองุ้ม ซึ่งอาจจะสืบเชื้อสายมาจากชาวอินเดียแขกทมิฬทางภาคใต้ ที่เดินทางมาค้าสำเภากับพวกอาหรับที่มาจอดแวะท่าเรือเมืองเฉวียนโจว อีกประการหนึ่งพื้นเพเดิมของชาวเมืองแถบนี้ก่อนที่ชาวจีนฮั่นจะอพยพลงมา มีพวกชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ชนพวกนี้กล่าวกันว่า อพยพขึ้นไปจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านผูชวี มีปัญญาเฉลียวฉลาดตั้งแต่สมัยเด็ก นิสัยชอบศึกษาหาความรู้ทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น เช่นเดียวกับเด็กวัยรุ่นทั่วไปแต่ที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปก็คือ ท่านชอบศึกษาคำสอนในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ยังเยาว์ ท่านศึกษาได้ลึกซึ้งและแตกฉาน ในฐานะที่เป็นคนอาศัยอยู่แถบเชิงเขาที่มีพืชนานาชนิด ท่านจึงได้ศึกษาเรื่องพืชสมุนไพร ไปด้วยจนสามารถนำมาประกอบเป็นยารักษาคนไข้ได้นเชี่ยวชาญและเป็นแพทย์ประจำตำบลอีกด้วย ต่อมาท่านได้ถือเพศบรรพชิตในพระพุทธศาสนานิกายมหายานท่านบวชวัดไหนไม่ปรากฏ แต่ต่อมาท่านได้มาพำนักที่วัดหมู่บ้านเผิงไหล อำเภออันซี แขวงเฉวียนโจว ตอนบวชน่าจะได้ฉายาว่า เหอซั่ง ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ได้อบรมสั่งสอนธรรมะแก่ชาวบ้าน ทั้งที่หมู่บ้านเผิงไหลและตำบลใกล้เคียง และยังได้ช่วยเหลือเครื่องอุปโภคบริโภคและเงินทองแก่ผู้ยากไร้ ด้วยความรู้แพทย์แผนจีนอย่างดี §พระโจวสุ่กงจึงช่วยรักษาผู้ป่วยในหมู่บ้าน นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้วยังได้พัฒนาหมู่บ้านด้วยการออกทุนทรัพย์ร่วมกับชาวบ้านก่อสร้างสะพาน ถนนหนทางหลายแห่ง ก่อสร้างอาคารเพื่อประกอบพิธีขอฝนประจำหมู่บ้าน แต่การศึกษาทางธรรมะของท่านก็เป็นไปด้วยดี จนท่านมีภูมิธรรมสูงได้ชื่อว่า พระผู้มีน้ำใจใสสะอาดบริสุทธิ์ คือ เฉ่งจุ้ยโจวซือ หรือ ชิงสุ่ยชวีซือ ซึ่งหมายถึงพระผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงเทียบได้กับพระอรหันต์ ณ ที่ตำบลเผิงไหล มีหน้าผาระหว่างภูเขาเผิงไหลซานกับภูเขาหลิงสิ่วซาน หน้าผาแห่งนี้เดิมชาวบ้านเรียกว่า หน้าผาจางเอี๋ยน ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นหน้าผาชิงสุ่ย หรือ เฉ่งจุ้ย เพื่อเป็นเกียรติแก่ พระเฉ่งจุ้ยโจวซือ ในปี พ.ศ. ๑๖๒๖ ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ซ่งเสินจง ( จ้าวชวี ) แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ใช้ปีรัชกาลว่า หยวนเฟิงที่ ๖ ได้เริ่มก่อสร้างวัดบนหน้าผาเฉ่งจุ้ย และให้ชื่อว่า วัดเฉ่งจุ้ยโจวซือ หรือ ชิงสุ่ยเอี๋ยน หรือ วัดเผิงไหล ขณะที่พระเฉ่งจุ้ยโจวซืออายุได้ ๓๙ ปี ตัวอาคารของวัดคงจะได้พัฒนาก่อสร้างเพิ่มเติมเรื่อยมา สระน้ำฝางเจียนทรงสี่เหลี่ยม อยู่ด้านหน้า กล่าวกันว่าในช่วงที่พระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋งกำลังก่อสร้างวัดอยู่นั้น ท่านได้เดินทางเข้าไปในตัวเมืองอันซีเพื่อซื้อต้นไม้สนจีนที่ต้นตรงไม่คด ผู้ขายเจ้าของไม้มีต้นไม้แบบดังกล่าวจำนวนไม่กี่ต้นและลำต้นยังเล็กอยู่ด้วย เขาจึงขายให้ท่านด้วยเงินเพียงเล็กน้อย และสัญญากับท่านให้ตัดไม้ภายในห้าวัน ท่านดีใจมากกลับวัดให้ขุดสระสี่เหลี่ยมแล้วเจาะรูเล็กๆตรงกลางสระ ฝ่ายชาวบ้านและพระลูกวัดทำตามที่ท่านสั่ง ไม่เข้าใจว่าท่านให้ทำเพื่ออะไร ครั้นภายหลังวันนั้นในเวลากลางคืน เกิดพายุทั้งลมทั้งฝนพัดจัดโค่นเอาต้นสนจีนที่ท่านต้องการล้มลง ท่านจึงให้ลากลงไปในโคลนแล้วหายไป พอถึงวันที่สาม ปรากฏว่าต้นสนดังกล่าวโผล่ขึ้นมาจากรูในสระที่ขุดไว้ ชาวบ้านและพระลูกวัดต่างช่วยกันลากไม้ขึ้นมารวมเก้าต้นซึ่งครบตามที่ต้องการ ขณะเมื่อต้นที่สิบกำลังโผล่ขึ้นมาพวกเขาต่างร้องว่า “พอแล้ว” ต้นสนต้นนั้นหยุดกึกปิดรูที่ขุดเสียจนปรากฏตออยู่จนบัดนี้พระเฉ่งจุ้ยโจวซือได้ปฏิบัติธรรมและบริการสังคมในละแวกนั้น จนอายุได้ ๖๕ ปี จึงมรณภาพ เมื่อ พ.ศ. ๑๖๕๒ ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ฮุยจง ( จ้าวจี๋ ) แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ศพได้ประกอบพิธีฝังไว้บริเวณหลังวัด ต่อมาได้มีการสร้างเจดีย์หน้าหลุมฝังศพซึ่งชาวบ้านเรียกว่า เจิ้นกง และได้นำคำนี้ไปเรียกขานต่อท้ายสมณนามของท่าน เหอซั่ง ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ได้อบรมสั่งสอนธรรมะแก่ชาวบ้าน ทั้งที่หมู่บ้านเผิงไหลและตำบลใกล้เคียง และยังได้ช่วยเหลือเครื่องอุปโภคบริโภคและเงินทองแก่ผู้ยากไร้ ด้วยความรู้แพทย์แผนจีนอย่างดี §ปี พ.ศ. ๑๗๐๗ ปีรัชกาลหลงซิงที่ ๒ ของฮ่องเต้ซ่งเซียวจง ( จ้าวเซิน ) แห่งราชวงศ์ซ่งใต้ ทรงครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ. ๑๗๐๕ – ๑๗๓๒ ณ เมืองหลิ่นอาน หรือ หางโจวในปัจจุบัน มณฑลเจ๋อเจียง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แต่งตั้งสมณศักดิ์แก่ ชิงสุ่ยชวีซือ สูงขึ้น เป็น “จาวอิงไท่ซือ” และยังโปรดฯให้ก่อสร้างศาลเจ้าไว้หน้าสุสานด้วย วัดเฉ่งจุ้ยโจวซือในปัจจุบันดังได้กล่าวแล้วว่าวัดนี้มีอายุมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือตั้งแต่ พ.ศ. ๑๖๒๖ เก้าร้อยปีเศษ เมื่อมองดูสภาพวัดในปัจจุบันที่ทางการจีนได้อนุรักษ์เอาใจใส่ บูรณปฏิสังขรณ์ตลอดมา ทำให้ผู้มีจิตศรัทธาและนักท่องเที่ยวต่างเดินทางไปสักการะเป็นอันมาก เพราะตัววัดตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันที่กลมกลืนกับธรรมชาติบริเวณภูเขาตัดกับขอบฟ้า ทำให้ตัวอาคารมองดูเด่นสง่า ที่ประกอบด้วยหลังคาลดหลั่นกันที่เรียกว่า ไห่เทียนกั๋ว ภายในอาคารแต่ละหลังมีห้องโถงต่างๆ เช่น ห้องประดิษฐานพระโจวสุ่กง พระกวนอิม ห้องรับรอง หอสวดมนต์ นั่งสมาธิ และห้องเล็กห้องน้อยกว่า ๙๙ ห้องบริเวณภายนอกตั้งแต่ซุ้มประตูทางเข้าซึ่งเพิ่งก่อสร้าง เป็นประตูสามช่องทางขนาดใหญ่ จนถึงหมู่อาคาร มีแง่หิน สระน้ำฝางเจียนทรงสี่เหลี่ยม อยู่ด้านหน้า กุ้ยเทียน ต้นการบูรขนาดใหญ่อายุหลายรอยปี ตรงกลางมีโพรงไม่มียอด สูงประมาณ ๑๐ เมตรกว้างประมาณ ๖ เมตร ภายในโพรงกว้างประมาณ ๑.๘๖ เมตร พอที่คนหลายคนเข้าไปนั่งเหยียดขาได้สบาย เมื่อมองทะลุโพรงขึ้นไปบนท้องฟ้ายอดปลายโพรงเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ จะแตกกิ่งออกมาสองกิ่ง ชาวบ้านเรียกต้นนี้ว่า กุ้ยเทียน บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ อยู่ไม่ห่างจากสระฝางเจียน มีน้ำไหลตลอดปี น้ำรสชาติหวานชาวบ้านถือว่าเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์รักษาโรคได้เจดีย์เจิ้นกง เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงพระโจวสู่กงด้านหน้าหลุมศพท่าน ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๖๗๔ เป็นเจดีย์สูงสิบชั้น ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ฮุยจง ( จ้าวจี๋ ) ภายหลังจากที่ท่านมรณภาพได้ ๒๐ ปี หลุนอิน หรือ ซือกุ้ย เป็นแท่นบูชา ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๘๖๐ ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้เหยินจง ในปีเจี้ยนอิ้วที่ ๔ แห่งราชวงศ์หยวน ต้นการบูรขนาดใหญ่ กล่าวกันว่า ท่านเป็นผู้ปลูกไว้ ปัจจุบันสูงประมาณ ๓๒ เมตร วัดโดยรอบได้ ๗ เมตรยอดต้นการบูรต้นนี้ปลายชี้ไปทางทิศเหนือตลอดเวลา ต้นโปรโดคาร์ปัส เป็นต้นไม้จีนชนิดพุ่มที่เป็นไม้หายาก ใบเล็กเรียวยาวใบแข็งมีลูก ปัจจุบันนิยมทำไม้แคระหรือไม้พุ่ม แต่ต้นนี้ปลูกไว้แต่สมัยพระโจวสุ่กง สูงประมาณ ๑๓ เมตร วัดโดยรอบได้ ๑.๓๕ เมตร กล่าวกันว่าปีหนึ่งสูงประมาณ ๓ ฉุ่นแต่เมื่อฟ้าร้องฟ้าแลบ จะลดลงเหลือ ๓ เซนติเมตรเท่านั้น คอสิงโต บริเวณหลังวัดเฉ่งจุ้ยโจวซือมีก้อนหินขนาดใหญ่คล้ายหัวสิงโต ใกล้ๆกันมีรูคล้ายปากสิงโตอ้าออกซึ่งสามารถที่จะให้คนสิบคนเข้าไปยืนได้ ลึกเข้าไปมีรูคล้ายลำคอสิงโตประมาณ ๒ เชียะ ในฤดูใบไม้ผลิต จะมีเสียงลมพัดผ่านออกมาคล้ายเสียงสิงโตคำรา§กล่าวกันว่ารูถ้ำนี้สามารถเดินไปถึงเมืองเฉวียนโจวได้ในแถบมณฑลฝูเจี้ยนหรือ ฮกเกี้ยน กว่างตง กว่างซี ชาวจีนส่วนใหญ่จะเคารพนับถือเทพเจ้าอยู่ ๕ องค์ คือ๑. เป๋าเชิงต้าตี้ หรือ ซีจี้กง แถบเมืองไป่เจี่ยว ใกล้เซี่ยเหมิน๒. พระชิงสุ่ยชวีซือ หรือ เฉินผูชวี ที่วัดเฉ่งจุ้ยโจวซือ ตำบลเผิงไหล ที่อำเภออันซี๓. กัวเชิงหวัง หรือ กวงเจ๋อ จุนหวัง ที่เว่ยเจินเหมียวหรือกัวซานหรือเฟิงซานซือ ที่ซื่อซาน ต้นแม่น้ำแถบอันซี หยงชุนและหนานอัน๔. เจ้าแม่มาจู่ หรือ มาจอโป๋ จากเกาะเหมยโจว๕. ฉีเทียนต้าเฉิง หรือ วุนอู่กง หรือเฮ่งเจีย ที่ตำบลแถบภูเขาและภาคกลางของฝูเจี้ยน ในไต้หวันมีศาลเจ้าโจวสู่กงที่สำคัญคือ ศาลเจ้าชิงสุ้ยจูซือที่ว่านหัว ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๐ ถนนคางติง อำเภอว่านหัว ไทเป อีกแห่งที่ซานเซี่ย ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๒เพื่อเป็นสิ่งยึดเหยี่ยวแก่ชาวอันซีที่อพยพมาอยู่เขตซานเซี่ยในไต้หวัน เมื่อถึงวันแซยิดของพระโจวสู่กง คือ วันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๑ ตามปฏิทินจีน พวกชาวบ้าน ๗ แซ่สกุลจากสี่ตำบล คือ ซานเซี่ย อิงเก๋อ ตู้เฉิงและต้าซี ต่างมาร่วมจัดงานระลึกถึงท่าน ศาลเจ้าโจวสู่กงที่มาเลเซียตั้งอยู่บริเวณเกนติ้งไฮแลนด์ เรียกว่า วัดถ้ำชินสวี พระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง กับ พระตักม้อโจวซือ บางท่านเข้าใจว่าเป็นองค์เดียวกัน เพราะพระโจวพระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง บางคนเรียก ตัวจ้อ หรือ อิดจ้อ แปลว่า องค์แรก ซึ่งตรงกับการเรียกขาน พระตักม้อโจวซือ ที่เรียก อิดจ้อ ศาลเจ้าบางแห่งจึงนำเอาพระโจวสู่กงไปวางไว้เป็นตัวจ้อ องค์แรก แล้วต่อด้วยหยี่จ้อ องค์ที่สอง ซึ่งต้องเรียงไปจนถึงหลักจ้อคือ องค์ที่หกแต่จากการศึกษาชีวประวัติของทั้งสององค์ต่างมีที่มาไม่เหมือนกัน ชีวประวัติของพระโจวสู่กงท่านมีชื่อเดิม สถานที่ถือกำเนิดชัดเจน เพียงแต่มีผิวดำคล้ายพระตักม้อซึ่งเป็นชาวอินเดีย ซึ่งท่านเดินทางเรือจากอินเดียใต้ถึงกว่างโจว มณฑลกว่างตง เมื่อ พ.ศ. ๑๐๗๐ วันที่ ๒๑ ค่ำ เดือน ๙ ตามปฏิทินจีน เข้าเฝ้าฮ่องเต้เหลียงอู่ตี้ ( เซียวเอี่ยน ) แห่งราชวงศ์เหลียงที่เมืองนานกิง ซึ่งพระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนา แต่จากการสนทนาธรรมกับพระองค์ ทรงไม่เข้าใจในบทสนทนาจึงไม่โปรดฯ พระตักม้อจึงเดินทางไปพำนักที่วัดเส้าหลิน เมืองลั่วหยาง นั่งสมาธิหันหน้าเข้าผนังหินถึงเก้าปีจึงได้สำเร็จมรรคผล แล้วจึงเผยแผ่ธรรมะไปทั่วประเทศ จีนถือว่าท่านเป็นพระมหาสมณะองค์แรกหรือสังฆปรินายกองค์แรก เรียกว่า อิดจ้อ หรือ อิดโจ้ว หรือ ตักม้อโจวซือ หรือ พระอิดโจ้วตักม้อไต้ซือ หรือ พระโพธิธรรมมหาครูบา ท่านจึงมิใช่โจวซือกง และเวลาของทั้งสององค์ก็ต่างกันกว่าห้าร้อยปีพระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง จึงเป็นพระสงฆ์ทางพระพุทธศาสนาที่คนจีนถือเป็นเทพเจ้าและให้ความเคารพนับถือตลอดจน การขอยารักษาโรคภัยไข้เจ็บมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เมื่อถึงวันแซยิด คือ วันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๑ หรือบางแห่งถือเอาวันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๖ ตามปฏิทินจีน ผู้ที่เคารพนับถือต่างไปสักการะกราบไหว้เป็นประจำทุกปี จบแล้วครับ

เตียวเทียนซื่อ,ราชครูแห่งสวรรค์

เป็นเทพเจ้า ที่ได้สมญานามว่า ราชครูแห่งสวรรค์ ตอนที่อยู่ในโลกมนุษย์ ท่านชื่อ เต้าหลิง แซ่เตียว ท่านมีรูปร่างสูง 9 ฟุต 2 นิ้ว คิ้วดก หน้าผากกว้าง ผมดก ตาออกสีเขียว คางกว้าง ตาสามเหลี่ยม มีหนวดสวยงาม แขนยาวเลยเข่า ตอนอายุประมาณ 7 ปี ท่านสามารถเรียนรู้หนังสือ และตำรับตำราต่างๆ รู้ประวัติศาสตร์ รู้ดินฟ้าอากาศ รู้สวรรค์ รู้มนุษย์ เรียกว่าเป็นผู้หยั่งรู้ก็ได้ สมัยฮั่น ค.ศ.59 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นขุนนางเมืองเสฉวน ตอนหลังท่านลาออกจากราชการเพื่อออกปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นฤษี ณ มณฑลเหอหนาน อำเภอโละเหลียง ตำบลวังต๋าน ท่านมีความเคารพยกย่องแก่บรรดาครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่เคยสอนวิชาความรู้ให้กับท่าน ภายหลังท่านได้สร้างสถานปฏิบัติธรรมของท่านเองขึ้นมา ต่อมาปี ค.ศ. 89 ทางการได้เชิญให้ท่านเข้ารับราชการอีกครั้ง เพื่อเป็นขุนนางชั้นสูง ตำแหน่งราชครู อย่างไรก็ตาม ภายหลังเมื่อท่านอายุ 63 ปี ท่านก็ได้ขอลาออกจากราชการอีกครั้ง เพื่อเข้าปรุงยาอายุวัฒนะ ณ เขาแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันคือเขามังกรเสือ อำเภอซิ่นโจว ระหว่างที่อยู่ในเขาแห่งนั้น ท่านได้ใช้อิทธิฤทธิ์เพื่อปราบบรรดาปีศาจร้าย อาทิ ปราบปีศาจงูสองตัว ตัวผู้และตัวเมีย โดยฆ่าจนตาย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วปีศาจงูนั้นก็คือสิ่งที่สวรรค์ส่งมาให้ท่านได้ใช้อิทธิฤทธิ์นั่นเอง ต่อมางูตัวนั้น จึงกลายเป็นอาวุธพิเศษของท่าน ตัวหนึ่งกลายเป็นดาบวิเศษ ส่วนอีกตัวกลายเป็นตราประทับ ค.ศ.156 เดือนอ้ายวันที่ 7 เมื่อท่านอายุ 123 ปี สวรรค์ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นมหาราชย์แบบไม่มีจำกัด สามารถมีบารมีมาก และยังได้ตำแหน่งเทียนซือ หรือราชครูแห่งสวรรค์ ต่อมา เดือน 9 วันที่ 9 สวรรค์เรียกให้ท่านไปปฏิบัติธรรม ณ เขา หยินไถ และแต่งตั้งพระนามให้เป็น เจียหยิดจินหยิน โดยตั้งเมฆต่างๆ มาเป็นบริวาร ท่านเตียวเทียนซือ มีลูกศิษย์ 2 คน คือ ฉาง แซ่อ๋อง และซึ้ง แซ่เจ้า ซึ่งภายหลังท่านได้นำศิษย์ทั้งสองขึ้นไปบนสวรรค์ด้วย 

ไท้ซ่งเล่ากุน 太上老君

                      ไท้ซ่งเล่ากุน(太上老君), ไท้ซ่งหลี่เล่ากุน(太上李老君), เต้าเต๋อเทียนจุน(道德天尊), เล่ากุนเอี๋ย(老君爺), ไท้ซ่งเต๋าโจ้ว(太上道祖), เล่าจื้อ(老子) ฯลฯ
                         ไท่ซั่งเหล่าจวิน เป็นเทพที่มาจากความเชื่อในลัทธิเต๋า กล่าวกันว่า ลัทธิเต๋า มีเทพเจ้าสามพระองค์ที่ได้รับการเคารพและกราบไหว้จาผู้คนเป็นอย่างมาก เทพเจ้าทั้งสามเรียกรวมกันว่า “ซานชิง” “ซานชิง” ถือเป็นเทพผู้ชั้นสูงสุดในบรรดาเหล่าเทพและเซียนทั้งหลายบนสวรรค์ เทพซานชิงนี้ได้แก่ เทพอวี้-ชิง-หยวน-สื่อ-เทียน-จวิน, เทพซั่ง-ชิง-หลิง-เป่า-เทียน-จวิน และเทพไท่-ชิง-ต้าว-เต๋อ-เทียน-จวิน ไท่ซั่งเหล่าจวิน นั้นก็คือ องค์ต้าวเต๋อเทียนจวินนั่นเอง และองค์ต้าวเต๋อเทียนจวินองค์นี้ก็คือผู้ให้กำเนิดลัทธิเต๋านั่นเองในช่วงปลายสมัยราชวงศ์โจว เป็นยุคที่มีความวุ่นวายในแผ่นดิน ประวัติศาสตร์ จีน เรียกว่ายุคสงครามระหว่างรัฐ ปราชญ์เมธีนาม เล่าจื่อ ได้เขียนบันทึกที่เรียกว่า “คัมภีร์แห่งเต๋า” หรือ “ต้าวเต๋อจิง” ขึ้นมา ในบันทึกนั้นกล่าวไว้ว่าเทพของลัทธิเต๋ามีสององค์ แต่เมื่อภายหลังที่ศาสนาพุทธได้เข้ามาในประเทศจีนแล้วนั้น ในศาสนาพระพุทธเจ้า 3 องค์คือ พระอมิตาภะพุทธเจ้า, พระศากยะมุนีพุทธเจ้า และพระศรีอารียะเมตรตรัยพุทธเจ้า นักบวชในลัทธิเต๋า จึงอัญเชิญ “เล่าจื่อ” เข้ามาเป็นหนึ่งในสามเทพของเต๋า โดยมีนามว่า ต้าวเต๋อเทียนจวิน ซึ่งก็คือ เทพไท่ซ่างเหล่าจวินนั่นเองแต่เทพไท่ซ่างเหล่าจวินนี่ปรากฏในเรื่อง “ไซอิ๋ว” นั้น ไม่เชิงว่าจะไม่ใช่องค์ต้าวเต๋อเทียนจวิน แต่มีการแต่งเติมโดยใช้ องค์ต้าวเต๋อเทียนจวิน เป็นแบบอย่าง ดังนั้นหากกล่าวถึงไท่ซ่างเหล่าจวินในไซอิ๋วแล้วนั้น จะหมายถึง เทพระดับสูงบนสวรรค์ ที่มีรูปลักษณ์เป็นชายแก่ผมขาว หนวดเคราขาวยาว ถือแส้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักพรตในลัทธิเต๋า มีหน้าที่ทำยาวิเศษ มีชื่อเรียกหลายๆ อย่างอาธิ เหล่าจวิน, เหล่าจื่อ, เหล่าจื่อต้าวจวิน, หลี่เหล่าจวิน, หลี่ปั๋วหยาง, ปั๋วหยาง เป็นต้นยาวิเศษเป็นสัญลักษณ์หนึ่งแสดงถึงความเชื่อในลัทธิเต๋าที่ถูกกาลเวลาแต่งเสริมเติมใส่สี จนคัมภีร์เต๋าเต๋อจิงที่เดิมเน้อคำสอนที่มุ่งให้บุคคลเข้าในในธรรมชาติอย่างผู้มีปัญญา และดำเนินวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายที่สุด กลับถูกเปลี่ยนให้เน้นหนักไปในทางอภินิหารและเวทมนต์ ทำให้ปรัชญาเต๋าได้เปลี่ยนรูปมาอยู่ในลักษณะของลัทธิศาสนาที่นำเอาความเชื่อในเรื่อง หยินและหยางมาผสมกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวจีนที่เคยบูชาพระเจ้าในธรรมชาติ รวมทั้งความเชื่อในทางไสยศาสตร์ และการเล่นแร่แปรธาตุ การเล่นแร่แปรธาตุในสมัยโบราณคือ การทำยาวิเศษ และยาอายุวัฒนะนั่นเอง

นาจา,ลี้โลเชี้ย,โลเชี้ยไท่จื้อ,จงตั๋นหง่วนโส่ย

เทพปราบมารซัมไท่จื้อ นาจา ลี้โลเชี้ย โลเชี้ยไท่จื้อ หรือตงตั๋นหง่วนโส่ย ล้วนเป็นชื่อเรียกเทพเจ้าองค์เดียวกัน ตามประวัติ ท่านเป็นเทพผู้เฝ้าอารักขาเง็กเซียนฮ่องเต้อยู่บนสวรรค์ โดยปกติบนสวรรค์จะมีขุนนางเฝ้าอยู่ 5 ทัพ คือ ทิศตะวันตก ตะวันออก เหนือ ใต้ และทัพกลาง โดยลี้โลเชี้ยเฝ้าอยู่ทัพกลาง ท่านมีรูปร่างสูง 6 โยชน์ มี 3 เศียร 9 เนตร 8 กรสมัยเจาเฉา เมื่อ 4,000 กว่าปีก่อน แผ่นดินจีนเกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เพราะฮ่องเต้ถูกปีศาจจิ้งจอก 9 หางที่แปลงตัวเป็นหญิงงามหลอกล่อให้มัวแต่หลงในกาม ไม่ออกว่าราชการ เง็กเซียนจึงให้ลี้โลชั้ยจุติลงมาบนโลกมนุษย์เพื่อปราบปีศาจ โดยไปเกิดเป็นลูกเป็นลูกชายคนสุดท้องของขุนนางเฝ้าด่านที่ชื่อ เจ๋ง แซ่ลี่ หรือ ลี่เจ๋ง มีพี่ชายสองคนชื่อ กิ้มเชี้ย และบกเชี้ย โดยก่อนหน้าที่จะตั้งครรภ์ แม่ของท่านได้ฝันเห็นไข่มุกราตรี 1 เม็ดลอยมาหา และตั้งครรภ์นานกว่าคนปกติทั่วไปมาก ก่อนกำเนิดนั้น บริเวณรอบๆ บ้านของลี่เจ๋งจะหอมไปด้วยกลิ่นของดอกไม้ และมีแสง 7 สี สว่างวาบไปทั่ว และเมื่อจุติออกมา ลี่เจ๋งก็ต้องประหลาดใจที่ภรรยาคลอดเป็นเพียงก้อนเนื้อออกมา ด้วยความตกใจว่าจะเป็นปีศาจ เขาจึงได้เอาดาบฟันก้อนเนื้อนั้นออกเป็นสองท่อน และจึงได้พบว่าข้างในนั้น มีเด็กชายคนหนึ่ง พร้อมทั้งอาวุธติดตัวมา คือ ต้อ ( ชุดที่ใส่ ) ห่วง และอิฐทองคำ ซึ่งขณะนั้นมีอาจารย์ที่เก่งกาจท่านหนึ่ง ชื่อ เซียนซือจุน ได้บอกลี่เจ๋งและภรรยาว่าให้เลี้ยงดูต่อไป เพราะลูกชายเป็นเทพจุติลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ เพื่อปราบปีศาจเมื่อโตขึ้นมีครั้งหนึ่ง ลี้โลเชี้ย ไปเที่ยวเล่นข้างนอก เห็นทะเล จึงถอดต้อและของวิเศษออก แล้วเล่นน้ำ พร้อมกับซักต้อของตัวเอง การกระทำนี้ทำให้ ใต้สมุทรกระเทือน จนจ้าวสมุทรหรือฮ่ายเหล็งอ๋อง ต้องส่งมังกรทางทิศตะวันออกคนมาดูบนโลกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มังกรก็ได้กลับไปรายงานจ้าวสมุทรว่า โดนลี้โลเชี้ยทำร้ายจนบาดเจ็บ จ้าวสมุทรจึงส่งลูกไปบ้าง ปรากฏว่าโดนลี้โลเชี้ยฆ่าตาย แล้วเอาเส้นเอ็น เกล็ด ของลูกจ้าวสมุทร มาถักกันไปมา จ้าวสมุทรโกรธมากจึงขึ้นไปฟ้องเง็กเซียน ฮ่องเต้ บนสวรรค์ว่าจะทำให้โลกมนุษย์เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ลี้โลเชี้ยก็แปลงร่างตามไปสู้ถึงบนสวรรค์ จนฮ่ายเหล็งอ๋องกลายเป็นมังกรตัวเล็ก และลี้โลเชี้ยได้พับมังกรตัวเล็กนั้นใส่กระเป๋าลงมายังโลกมนุษย์ พอกลับบ้าน ลี่เจ๋งโกรธมากที่ลูกทำเรื่องเดือดร้อนครั้งใหญ่มาให้ จึงบอกว่าจะฆ่าลี้โลเชี้ยเสียให้ได้ ลี้โลเชี้ยสำนึกผิดจึงเชือดเนื้อตัวเอง แล้วคืนกระดูกให้กับพ่อของตนเมื่อตาย วิญญาณของท่านได้ล่องลอยไปหาอาจารย์เซียนซือจุน ท่านบอกว่าให้ไปเข้าฝันประชาชน เพื่อช่วยเหลือเขา เขาจะได้สร้างศาลให้อยู่ จะได้กินควันธูปควันเทียนสร้างบารมี ต่อมาลี่เจ๋งได้มาตรวจพบว่าในเมืองมีคนบูชาศาลแห่งหนึ่งมาก ตรวจพบดู จึงทราบว่าเป็นศาลของลูกชายตนเอง จึงสั่งให้ทหารทำลายเสีย ลี้โลเชี้ยเสียใจมาก เพราะตนไม่ได้คิดจองเวรกับพ่ออีกแล้ว จึงไปหาอาจารย์อีกครั้ง

เทพเจ้าโป้เส้งไต่เต่

                       เทพเจ้าโป้เส้งไต่เต่ หรือไตโตก้อง นามของท่านคือ หัวกี้ ชื่อตอนที่ยังไม่สำเร็จอรหันต์ เรียกคุนอาย ตามประวัติ ท่านบำเพ็ญบารมีจนอยู่ในระดับ ไต่ หรือขงจื้อ ( ตามคติแบบจีนโบราณ ผู้บำเพ็ญศีล มี 3 ระดับ คือ เจ๋ง เปรียบได้กับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เต๋า เทียบได้กับพราหมณ์ และไต่ เทียบได้กับขงจื้อหรืออาจารย์)ท่านกำเนิด ในหมู่บ้านเล็กๆ ริมชายฝั่งทะเล ชื่อ แป๊ะเซ่ว หรือศิลาขาว ในอำเภอ ตังอ้าน จังหวัดฮกเกี้ยน สมัยราชวงค์ซ้ง พ่อของท่านชื่อ ท้ง แซ่หงอ แม่ของท่านแซ่อ๋อง เดิมท่านชื่อ ฝุ้น แซ่หงอ ก่อนเกิด แม่ของท่านได้ฝันเห็นดาวปักเต้าทางทิศเหนือวิ่งเข้ามาหาในท้อง และยังได้กลืนเต่าเผือก 1 ตัวเข้าไปในท้อง วันที่ท่านเกิดคือ วันที่ 15 เดือน 3 ของจีน ค.ศ. 979 ได้เกิดมีกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณบ้าน และมีแสงจ้าไปทั่วปุ้น นับว่าเป็นเด็กที่ฉลาดและอัจริยะกว่าใครในแถบนั้น เมื่อตอนอายุ 17 ปี ท่านได้ออกจากบ้านไปเรียนวิชาแพทย์เพื่อรักษาโรคและเรื่องยาสมุนไพรต่างๆ กับผู้รู้นามว่า “ไชอ๋องพู” จนต่อมาได้ออกไปรักษาคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยทั่วหัวระแหงจนเป็นที่โด่งดังไปทั่ว จนพระเจ้าแผ่นดินเรียกให้เข้าไปอยู่ในวัง ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนาง ตลอดชีวิตท่านได้บำเพ็ญเพียรบารมี จนเมื่อวันที่ 12 เดือน 5 จีน ค.ศ. 1036 ท่านได้สำเร็จอรหันต์ และลอยขึ้นสวรรค์ เจ้าสวรรค์แต่งตั้งให้เป็นเทพ นามว่า เชียวเห่งเหลงอ๋อง และได้ยศเป็นไต่เต่ หรือ มหาราช ท่านมีอายุในโลกมนุษย์ 58 ปีเมื่อเป็นเทพแล้ว ท่านปรากฏกายอีกครั้งในสมัยพระเจ้าเกาจงฮ่องเต้ ราชวงศ์ซ้ง ค.ศ.1128 หรือ 92 ปีหลังจากท่านเสียชีวิต ขณะนั้นบ้านเมืองอ่อนแอมาก ทหารจีนก่อนยุคมองโกเลียหรือพวกเง็กฮวย บุกจีน ท่านใช้อิทธิฤทธิ์ทางน้ำทำให้ศัตรูถอยทัพ จน ค.ศ. 1151 ท่านได้ลงมาช่วยคนอีก จนคนในโลกมนุษย์เห็นในบุญญาบารมีของท่าน จึงได้สร้างศาลเจ้าให้ท่าน ปัจจุบันอยู่ที่มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีนหลังจากนั้นท่านก็ได้สร้างอิทธิฤทธิ์ช่วยเหลือคนเรื่อยมา จน ค.ศ.1171 ทางการจึงแต่งตั้งยศให้ท่าน เป็นเทพผู้เมตตา คอยช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ชื่อคือ ไต่โต่จินหยิน ต่อมา ค.ศ.1227 ท่านได้รับยศเป็นเสนาบดีหรือ ชงเองจินหยิน พอ 5 ปี ถัดมาท่านได้รับยศอีกเป็นเหมี่ยวโตจินหยิน จนมาถึงสมัยหมิง ค.ศ. 1409 ท่านมาปรากฏกายอีก เข้าวังไปช่วยเหลือคน โดยท่านไปในฐานะพราหมณ์ จนเมื่อพระราชินีของพระจ้าเชียงจงเฉียนทรงประชวร รักษาด้วยหมอใดใดก็ไม่หาย ท่านได้เข้าไปถวายการรักษาจนพระราชินีหายป่วยจากโรคได้อย่างน่าอัศจรรย์ ตอนนั้นองค์ฮ่องเต้ไม่ทราบว่าผู้ที่ทำการรักษาเป็นเทพ ท่านจึงทรงประทานทรัพย์สินเงินทองมากมายแก่ท่าน แต่ท่านได้เขียนรูปนกกระเรียนขึ้น และขี่นกกระเรียนนั้นเหาะขึ้นสวรรค์ไป ตอนหลังฮ่องเต้จึงบูรณะศาลเก่าของท่านโป้เส้ง และประทานเสื้อมังกรให้ เทียบยศเท่ากับกษัตริย์องค์หนึ่ง และแต่งตั้งยศ ให้เป็น โป้เส้งไต่เต่ หรือ มหาราช จนถึงปัจจุบันในปีหนึ่งๆ ประชาชนจะไหว้ เทพเจ้าโป้เส้งไต่เต่ 2 ครั้ง คือ ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วง

อรหันต์จี้กง

ทรงเมตตาช่วยชาวโลก
ให้พ้นเคราะห์คลายโศก
สุขสันติประเสริฐล้ำ
กิริยาวาจา
เป็นปริศนาช่วยชี้นำ
ท่านชอบเสแสร้งทำ
กระตุ้นจิตบรรลุธรรม
                              พระอรหันต์จี้กง มีพระนามเดิมว่า ซิวอ้วง แซ่ลี้ เป็นชาวเมืองเทียนไถ เกิดในสมัยราชวงค์ซ้อง ท่านได้บวชอยู่ที่วัดเล่งอุ้ง ตำบลไซโอ้ว เมืองหางโจว ประเทศจีน และใช้พระนามทางศาสนาว่า " เต้าจี้ " ท่านโปรดสัตว์โดยวิธีพิสดาร จนชาวบ้านขนานนามว่า " พระสติเฟื่อง " (จี้เตียง) ท่านเป็นองค์อวตารของพระอรหันต์ได้บรรลุพระธรรม 3 ประการ ที่สำคัญได้แก่ สรรพสิ่งเกิดจากจิต ท่านยึดมั่นแต่ พุทธจิต ไม่คำนึงถึงเครื่องทรงภายนอก (รักษาศีลทางจิต ไม่ถือศีลทางปาก ปฏิบัติตนตามสบาย) คือ พระภิกษุในประเทศจีนต้องฉันเจ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ท่านไม่เคร่งครัดกับการฉันอาหาร สุดแท้แต่โอกาส ท่านมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง โปรดช่วยมวลมนุษย์มากมายโดยอาศัยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านพ้นภัย ช่วยกอบกู้ผู้ที่ดูภายนอกเหมือนผู้มีบุญ แต่ใจบาป กลั่นแกล้งจนคนเหล่านั้นรู้สึกสำนึกตัว และกับผู้ที่โหดร้ายทารุณ จะถูกตอบโต้จนไม่สามารถจะอยู่ต่อไปได้ ทำให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข ดังนั้น ประชาชนจึงสรรเสริญว่าเป็น " พระศักดิ์สิทธิ์ " เหมือนพระพุทธที่ยังมีชีวิต ซึ่งไม่ใช่สิ่งธรรมดาสามัญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ
พระอรหันต์จี้กงเคยอยู่วัดเจ็งชื้อ ต่อมาวัดนี้ถูกไฟไหม้ จำเป็นต้องได้รับการปลูกสร้างใหม่ ซึ่งต้องการได้ไม้จากเขาเงี้ยมเล้ง ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์โดยใช้จีวรกางออกไป จีวรก็ปกคลุมเขาเงี้ยมเล้ง และถอนไม้จากเขาทั้งหมด แล้วนำไม้ล่องแม่น้ำสู่เมืองหางโจว แล้วท่านก็มาบอกชาวบ้านว่า ไม้ที่จะใช้ก่อสร้างบัดนี้อยู่ในบ่อธูป(บ่อที่ขุดขึ้น ใช้สำหรับเทขี้ธูปและก้านธูป)พระและชาวบ้านต่างไปดูที่บ่อธูป ก็ปรากฏเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่เล่าต่อๆกันมานี้ ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่มากมาย พระอรหันต์จี้กงได้นั่งสมาธิ จนเข้าฌานปลงสังขาร ในรัชสมัยพระจักรพรรดิเกียเตีย อัฐิของท่านถูกบรรจุไว้ในเจดีย์เสือผ่าน ก่อนที่ท่านจะปลงสังขาร ท่านได้ปริศนาธรรมไว้ว่า "หกสิบปีมานี่ กำแพงตะวันออกล้มตีกำแพงตะวันตก รวบรวมจนถึงบัดนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม ท้องฟ้าก็ยังจดขอบฟ้าเช่นเดิม" หลังจากท่านปลงสังขารแล้วไม่นาน ก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งได้พบพระอรหันต์จี้กงนั่งอยู่ใต้เจดีย์ชื่อ"หลักฮั้ว" และยังได้ผากหนังสือให้บทหนึ่งว่า "หวนรำลึกสมัยก่อน มีศรยิงมาทางด้านหน้า ถึงบัดนี้รู้สึกหนาวเหน็บกระดูกไปทุกขุมขน เนื่องจากไม่มีใครรู้จักหน้าตาแล้ว ยังขึ้นไปวิ่งเล่นบนดาดฟ้าหนึ่งรอบ" ที่ท่านลงมาอีกครั้งหนึ่งเป็นพระประสงค์ของมหาโพธิสัตว์ ตลอดพระชนม์ชีพของท่าน ได้ช่วยเหลือและอบรมชาวบ้านโดยวิธีการเสแสร้งต่างๆกันมาตลอด โดยไม่มีอุปสรรค ตัวท่านเป็นพระภิกษุ มีจิตที่เป็นมหาโพธิสัตว์ ท่านมีแต่จีวรขาดๆ รองเท้าขาดๆหนึ่งคู่ โดยไม่สนใจว่ามันจะเปื้อนโคลนหรือไม่ มือก็ถือพัดเล่มหนึ่ง ไม่กลัวทั้งที่ต่ำและที่สูง ศีรษะโล้น เท้าเปลือยเปล่า ไม่หนาวไม่ร้อน ไม่ต้องบิณฑบาตเพราะไม่หิวไม่กระหาย พบใครก็เอาแต่อมยิ้ม เพื่อจะได้แผ่บุญ ไม่หลบสังคม พบเสียงทุกข์ก็เข้าช่วยเหลือ ท่านมีจิตเมตตาไม่ถือสา การ ปรากฏตนของท่าน เอาแน่เอานอนไม่ได้ กิริยาล้วนเป็นปริศนาธรรม ธรรมะของท่านเป็นที่กล่าวขาน จนได้รับการยกย่องว่าเป็นพระอาจารย์ทางพระกัมมัฏฐาน แม้ท่านจะละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วแต่ธรรมะท่าน ยังมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์เสมอมา ดังนั้น จึงได้สมัญญาว่า เป็นพระพุทธที่ยังมีชีวิตอยู่ ในสมัยปัจจุบันนี้ท่านลงมาประทับทรงที่สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง โดยเอาวิญญาณคุณหยางเซิงไปเที่ยวเมืองสวรรค์ และคุณเอี้ยเซงไปท่องขุมนรก เพื่อเปิดเผยความลี้ลับของสวรรค์และนรก ให้ชาวโลกได้รู้
§ 

ตั่วเหล่าเอี๊ย,เหี้ยนเที้ยนซ่งเต่,เจ้าพ่อเสือ

                      ท่านเหิ่ยงเทียนเสี่ยงตี่ ยุคเขียว บรรพกาลล่วงมาแล้ว เมืองลกฮง กึงตัง ประเทศจีน ยังมีมานพหนุ่มรูปร่างกำยำใหญ่ผู้หนึ่ง ประกอบอาชีพเป็นคนฆ่าหมูและวัวเพื่อส่งไปยังตลาดจำหน่าย คืนหนึ่งเกิดนิมิตฝันเห็นนักพรตแต่งตัวแบบนักบวชเต๋ามาหา และบอกให้เขาวางมือจากการฆ่าสัตว์ได้แล้ว ว่ามานพมิได้เกิดมาเพื่อการนี้ แต่ท่านเกิดมาเพื่อสร้างบารมี ควรหันมาบำเพ็ญธรรมแล้วจะสำเร็จ เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา มานพหนุ่มประหลาดใจในนิมิตฝันนั้น จึงปรึกษาหารือกับมารดา เพราะเขาเป็นบุตรกำพร้า บิดาเสียแต่เขายังเยาว์วัย มีเพียงมารดาที่เลี้ยงดูอบรมเขามา มารดาปรกติเป็นคนใจบุญ จิตใจมีเมตตา จึงเห็นด้วยกับความฝันของผู้เป็นบุตร ทั้งสองจึงตกลงยุติการฆ่าสัตว์ขายอันเป็นอาชีพของมานพหนุ่ม เมื่อตั้งใจบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปได้ 3-4 วัน นักพรตที่นิมิตฝันก็มาปรากฏกายที่หน้าบ้าน ถามมานพหนุ่มว่า เขาตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะบำเพ็ญพรตให้สำเร็จหรือยัง มานพหนุ่มตอบตกลงทันที และจัดการทรัพย์สินรวบรวมเป็นเงินก้อนหนึ่งไว้เลี้ยงดูมารดาผู้ชรา แล้วเก็บข้าวของออกเดินทางตามนักพรตขึ้นเขาไปบำเพ็ญพรต ด้วยความมานะ ตั้งใจหมั่นปฏิบัติบำเพ็ญ แต่การปฏิบัติก็ไม่มีความก้าว หน้าประสพผลแต่อย่างไร ศิษย์ที่มาใหม่ต่างสำเร็จไปก่อนเขา ทำให้มานพหนุ่มรู้สึกเสียใจ ท้อใจ วันหนึ่งจึงถามท่านนักพรตผู้อาจารย์ว่า เขาจะมีวันสำเร็จธรรมไหม ท่านอาจารย์ตอบแก่เขาว่า ตราบใดที่ภายในของเขา ยังสีดำอยู่ ก็อย่าถามถึงความสำเร็จเลย พอกลับไปถึงห้องพัก มานพหนุ่ม ครุ่นคิดอย่างหนัก อีกทั้งเสียใจ ข้องใจในคำพูดของอาจารย์ว่า ภายในของเขา สีดำ นั้นหมายความว่าอย่างไร เพราะเขามีความตั้งใจมั่นมาบำเพ็ญธรรม ก็เพื่อ ความสำเร็จ ถ้าภายในคืออุปสรรค เขาก็ยินดีพลีชีพเพื่อบูชาธรรมที่หวังจะ สำเร็จนั้น ๆ คิดได้ดังนั้น เขาก็คว้ามีดขึ้นมาคว้านท้อง ลากไส้และกระเพาะออกมา พอเครื่องในเหล่านั้นหลุดพ้นจากร่าง เขาก็รู้สึกตัวเบา และบรรลุธรรมทันที เนื่องเพราะอาชีพที่ฆ่าสัตว์มามาก และมานพหนุ่มเอาชีวิตตนแลกธรรม เพื่อทดแทนบาปเคราะห์กรรม ที่มาเป็นอุปสรรคขัดขวางการบำเพ็ญได้สำเร็จ อาจารย์นักพรตทราบความ เร่งรุดมาที่ห้องพักมานพหนุ่ม เข้าช่วยเหลือรักษา พยาบาลจนมานพหนุ่มเป็นปรกติ โดยท้องมานพหนุ่มปราศจากลำไส้ และ กระเพาะ แต่มิเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต เพราะฌานสมาบัติแห่งธรรม หล่อเลี้ยงรักษาให้เป็นอยู่ เมื่อสำเร็จธรรม นักพรตเห็นสมควรที่ท่านจะลงจากเขาไปโปรดผู้คน ก่อนจากกันท่านอาจารย์ได้ มอบธงให้มานพหนุ่มผืนหนึ่ง เป็นสีขาว มานพจัดเตรียมสัมภาระลงเขาโดยเอากระเพาะและลำไส้ ของเขา ที่ตากแห้ง เก็บไว้นำติดตัวลงมาด้วย ครั้นเดินทางถึงตีนเขา ได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวด ของหญิงสาวจึงเข้าไปดู พบหญิงท้องแก่กำลังจะคลอดบุตร มานพหนุ่มบอกแก่หญิงคนนั้นว่า ท่านเป็นผู้ชาย และเป็นนักบวช มิใช่หน้าที่ ที่จะช่วยการคลอดได้ ได้แต่มอบธงผืนที่อาจารย์มอบให้แก่หญิงคนนั้น เพื่อรองรับเด็กทารก หญิงคนนั้นคลอดบุตรออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อตัดสายสะดือเช็ดคราบเลือดแล้ว ยกทารกน้อยอุ้มขึ้นในอ้อมกอด หญิงคนนั้นได้ขอบใจท่านมานพหนุ่ม และส่งคืนธงที่เปื้อนเลือดคืนแก่ท่าน มานพหนุ่มจึงนำธงไปล้างที่ชายคลอง พอธงจุ่มลงน้ำ น้ำในคลองพลันเปลี่ยนเป็นสีดำทันที รวมทั้งธงของเขาก็กลายเป็นสีดำด้วย โดยไม่ได้ระวัง ระหว่างที่ล้าง กระเพาะและลำไส้ที่เก็บไว้ชายพก ตกลงไปในน้ำ เขาก็คิดว่าดีเหมือนกัน ไม่ต้องเป็นภาระเก็บรักษาอีกต่อไป มานพหนุ่มลงเขาโปรดผู้คนอยู่ จวบจนสิ้นวาระขัยจากมนุษย์โลก ไปเสวยทิพย์สมบัติ องค์เง็กเซียนฮ่องเต้จ้าวแห่งสวรรค์ โปรดประทานยศให้เป็น ผู้ตรวจการภพสาม ตำแหน่ง “เหี้ยนเทียนเสี่ยงตี่” ผู้พิชิตมาร โดยมีธงเทพโองการดำเป็นอาญาสิทธิ์ ธงสีดำเป็นสัญลักษณ์ของท่าน เป็นธงบัญชาการของเจ้า หรือเทพพรหม มีลัญจกรอยู่ในธง อาญาสิทธิ์เฉียบขาด มีแม่ทัพทั้ง 5 เป็นบริวาร กล่าวถึงกระเพาะและลำไส้ที่ตกลงไปในน้ำ เกิดสัตว์ประหลาดสองตัว สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน และได้ทำลายพืชพรรณ กินสัตว์เลี้ยงของ ชาวบ้าน ชาวบ้านบวงสรวงเซ่นไหว้ เหล่าเทพเจ้าขอความคุ้มครองปกปักรักษา เทพผู้พิทักษ์จึงรายงานขึ้นทูลเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้จึงมีพระบัญชาให้ ผู้พิชิตมาร เหี้ยนเทียนเสี่ยงตี่ ลงมาปราบสัตว์ประหลาดทั้งสอง พอพบสัตว์ประหลาดทั้งสอง จึงทราบว่าเป็นกระเพาะและลำไส้ของตนที่ปีศาจร้ายเข้าไปสิงสถิตอยู่นั่นเอง กระเพาะกลายเป็นเต่า และลำไส้กลายเป็นงู ท่านจึงกระโดดลงยืน เท้าข้างหนึ่งเหยียบเต่า และเท้าอีกข้างเหยียบงูไว้ สยบสัตว์ปีศาจร้ายทั้งสองจนหมดฤทธิ์ ชาวบ้านเลื่อมใส ศรัทธา จึงจัดสร้างศาลเจ้าและรูปปั้นท่านขึ้นบูชา  ลักษณ์ของท่านจึงกลาย เป็นเท้าเหยียบเต่าเหยียบงู และ ธงของท่านเป็นสีดำ ต่ำแหน่งตั่วเหล่าเอี๊ย “ปักเก็กจิงบู้เหี้ยนเทียนเสี่ยงตี่” โดยมีเสือเป็นบริวารพาหนะ ที่ผู้คนกราบไหว้นับถือมาจนถึงทุกวันนี้ หน้าที่ผู้พิชิตมาร ดูแล ปกป้อง สืบสาน ศาสนจักร อาณาจักร ให้ดำรงมั่น